สวัสดี, บุคคลทั่วไป
หากยังไม่ได้เป็นสมาชิก. สมัครสมาชิก , หรือ เข้าระบบ

ลงชื่อเข้าใช้งาน

อีเมล์สมาชิก
รหัสผ่าน
ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก

หมวดหมู่ รีวิวร้านค้า

ใส่คำที่ต้องการค้นหาในช่องด้านล่างนี้

รวบรวมคำถามที่พบบ่อยในการถ่ายภาพ

Oct 28, 2011 - 11.31 | Category: กล้อง, อุปกรณ์, รับถ่ายภาพ วีดีโอ

คำถามที่พบบ่อยในการถ่ายภาพ

Q:  เลนส์ต่อช่วงจากเลนส์คิท  ผมซื้อกล้อง  canon  eos 550D  ติดเลนส์คิท  18-55  มม.  แล้วอยากจะเลือกซื้อเลนส์ต่อช่วงจากระยะนี้  ผมควรซื้อเลนส์อะไรดีครับ   ที่มองไว้คือ   เลนส์  75-300  มม.  และเลนส์   55-250 มม.  ซึ่งมีระบบกันสั่นแต่เลนส์  75-300 มม. ได้เปรียบที่ระยะไกลกว่า  ช่วยแนะนำด้วยครับ

A:   การถ่ายภาพ  ถ้าไม่ติดที่ระยะของ   75-300 มม.  ซูมไกลกว่าเล็กน้อย  เลือก 55-250  มม. ดีกว่าครับ  เพราะระยะซูมไกลสุดไม่ได้แตกต่างกันมากนัก  แต่  55-250 มม.  มีระบบป้องกันภาพสั่นไหว  ซึ่งผมมองว่ามีความจำเป็นต่อการใช้งานมากกว่า  เพราะการซูมที่ระยะเทเลมากๆ  โอกาสที่กล้องจะมีการสั่นไหวก็มากขึ้นด้วย  ยกตัวอย่างหลักการคำนวณความเร็วชัตเตอร์ที่ต้องใช้ให้สัมพันธ์กับทางยาวโฟกัสของเลนส์คือ   ความเร็วชัตเตอร์  = 1/ทางยาวโฟกัสของเลนส์ที่ใช้  ตัวอย่างเช่น  เมือใช้เลนส์  75-300  มม. สมมุติว่าต้องถือกล้องถ่ายภาพด้วยมือซูมเลนส์ที่ระยะ  200  มม.  ความเร็วชัตเตอร์ที่ต้องใช้เพื่อถ่ายภาพให้คมชัดคือ  1/200  วินาที แต่ถ้าเป็นเลนส์  55-250  is    ที่มีระบบป้องกันภาพสั่นไหว  ที่ช่วยให้ใช้ชัตเตอร์ได้ต่ำกว่าปกติประมาณ  2.5-4  สตอป  เมื่อซูมเลนส์ที่ระยะ 200  มม. เท่ากัน  สามารถถ่ายได้ที่ความเร็วชัตเตอร์ต่ำสุดถึง  1/13  วินาที  หรือ  4  สต๊อป  เป็นต้น  ถ้าให้เลือกระหว่าง  2 ตัวนี้ 55-250  มม. คุ้มค่ามากกว่าครับ

 

Q: ไดนามิกเร้นจ์  ไดนามิกเร้นจ์เคยได้ยินบ่อย ๆ  ว่าถ้ากล้องมีค่าไดนามิกเร้นจ์กว้าง ๆ จะบันทึกภาพได้สวยและเนธรรมชาติมากกว่า   อยากทราบว่าไดนามิกเรนจ์  คือค่าอะไรครับ  และใช้งานอย่างไร

A:   ถ่ายภาพให้คมชัดคือ ไดนามิกเร้นจ์เป็นค่าความยืดหยุ่นในการรับแสงของกล้องถ่ายภาพ  โดยกล้องที่มีไดนามิกเรนจ์กว้าง  จะสามารถบันทึกรายละเยดของภาพตั้งแต่โทนสว่างไปจนถึงโทนมือได้ครบถ้วน    และมีการไล่โทนภาพที่เป็นธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น   เมื่อถ่ายภาพดอกไม้สีแดง  ที่มีกลีบดอกไล่โทนไปตั้งแต่สีแดงสด  สีแดงอ่อน  สีชมพู   สีชมพูอ่อน  จนกลายเป็นสีขาว ถ้าเป็นกล้องที่มีไดนามิกเรนจ์กว้างจะสามารถถ่ายภาพดอกไม้สีแดงได้เหมือนจริงคือมีการไล่โทนตามธรรมชาติ  แต่ถ้าเป็นกล้องที่มีค่าไดนามิกเรนจ์แคบ  จะบันทึกภาพดอกไม้สีแดงเป็นปื้น ๆ  สีชมพูปื้น ๆ  และสีขาวเลย   ความต่อเนื่องของโทนภาพระหว่างสีแดง สีชมพูและสีขาวจะไม่มี  หรือถ้าเป็นภาพที่คอนทราสต์จัด  รายละเอียดในส่วนมือและส่วนสว่างของกล้องที่มีไดนามิกเรนจ์กว้างจะดีกว่า  คือคงรายละเอียดได้ครบ   ส่วนกล้องที่มีไดนามิกเรนจ์แคบส่วนมืดจะกลายเป็นสีดำหรือส่วนสว่างก็จะกลายเป็นขาวไปเลย   คงจะพอมองภาพออกนะครับ

ขอขอบคุณ  บทความจากนิตยสาร  shotter photography

-------------------------------------------------------------------------------------------------

Q:     ถ่ายภาพคอนเสิร์ต   อยากจะถ่ายภาพคอนเสิร์ตครับ  แต่ไม่ทราบว่าจะใช้เลนส์ขนาดไหนดี  ไม่อยากจะขนไปทั้งหมด เพราะว่าหนักด้วย และกลัวจะเป็นภาระ 

A:    ถ่ายภาพคอนเสิร์ต   ส่วนใหญ่แล้วการถ่ายภาพคอนเสิร์ต  ศิลปินจะมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา และแสงสีที่ใช้ในการประกอบการแสดงนั้น  ถ้าหากมองด้วยตาเปล่าจะเห็นว่าสวยงามมาก  แต่ในการถ่ายภาพเป็นการจับจังหวะเพียงช่วงใดช่วงหนึ่งเท่านั้น   ซึ่งถ้าหากเป็นช่วงที่แสงไม่สวยงามก็ทำให้ภาพนั้นขาดความน่าสนใจไปด้วย   การถ่ายภาพคอนเสิร์ตควรต้องมีเลนส์ที่รูรับแสงกว้างๆ และตั้งความไวแสงให้สูงเพื่อจะได้ความเร็วชัตเตอร์ที่สูงพอที่จะจับจังหวะการเคลื่อนไหวของศิลปินได้   ส่วนเลนส์ก็สามารถใช้ได้ตั้งแต่เลนส์มุมกว้าง  เพื่อเก็บบรรยากาศรวมของงาน  ไปจนถึงเลนส์เทเลโฟโต้เพื่อจับแอ๊คชั่นของศิลปิน บางครั้งอาจจะต้องรอจังหวะที่มีการเคลื่อนไหวน้อยที่สุดเพื่อที่จะได้ภาพที่คมชัด  ถ้าหากจะเน้นเฉพาะตัวศิลปินโดยเฉพาะ  ก็เตรียมไปเฉพาะเลนส์เทเลอย่างเดียวก็ได้ครับ

 

Q:     ถ่ายภาพอัญมณี  สวัสดีครับขอคำแนะนำในการถ่ายภาพอัญมณี หรือวัตถุที่มีความมันวาวหน่อยครับ  เคยใช้กล้องคอมแพคถ่ายแล้วออกมาไม่ค่อยสวยเท่าไหร่

A:      วัตถุที่มันวาวจะมีการสะท้อนแสงมาก  และถ้าหากเป็นวัตถุที่มีรูปทรงโค้งด้วยก็จะสะท้อนแสงจากรอบทิศทีเดียวส่วนอัญมณีก็เช่นกัน  เหลี่ยมต่างๆก็ทำให้สะท้อนแสงจากรอบด้านเหมือนกัน  วิธีที่ผมใช้บ่อยๆคือใช้ไวท์เต็นท์ครอบ โดยไวท์เต็นท์จะถูกออกแบบมาสำหรับการถ่ายภาพอยู่แล้ว  ทำด้วยผ้าสีขาวทั้งหมดด้านหนึ่งออกแบบให้เป็นซิปสำหรับเปิดเพื่อยื่นกล้องเข้าไปถ่ายภาพ และใช้งานกับโฟโต้สตูดิโอได้เป้นอย่างดี  วิธีนี้สิ่งที่สะท้อนเข้าไปที่อัญมณีหรือวัตถุมันวาวก็จะไม่มีสีอะไรมารบกวน จึงทำให้ได้สีจริงๆของอัญมณีนั้นๆส่วนกล้องที่เป็นแบบ SLR จะควบคุมความชัดลึกได้ดีกว่าครับ

Q:     ถ่ายภาพในสวนสัตว์    ถ้าต้องการถ่ายภาพในสวนสัตว์ แต่มีปัญหาเรื่องกรงที่ขวางกั้นอยู่มีวิธีการถ่ายภาพอย่างไรบ้างคะ

A:      อย่างแรกเลยคือต้องใช้เลนส์ที่มีรูรับแสงกว้าง เพื่อไห้กรงหรือตาข่ายพ้นระยะโฟกัสต่อมาคือควรใช้เลนส์เทเลโฟโต้ซึ่งคุณสมบัติของเลนส์ประเภทนี้ จะมีระยะชัดลึกน้อยจึงช่วยไห้ฉากหน้าและฉากหลังเบลอง่ายและเวลาถ่ายภาพก็ควรจะไห้หน้าเลนส์ชิดกับกรงมากที่สุดครับแต่บางครั้งก็อาจจะยังไม่ได้อิริยาบทที่เป็นธรรมชาติเท่าไหร่นัก จะต้องรอจังหวะซักเล็กน้อยด้วยครับ

 

Q:      ถ่ายภาพไฟกลางคืน    เพิ่งหัดเล่นกล้องค่ะ สนใจอยากจะถ่ายภาพไฟกลางคืนจะต้องปรับไวท์บาลานซ์ยังไงคะ แล้วที่ไห้ไฟเป็นแฉกๆทำยังไงคะ

A:      ไฟกลางคืนจะมีหลายแบบทั้งฟลูออเรสเซ็นต์และไฟทังสเตน  เวลาตั้งไวท์บาลานซ์ก็ต้องไห้ถูกต้องกับสิ่งที่เราจะถ่าย  ถ้าหากถ่ายไฟที่เป็นทังสเตนสีออกส้มๆ แล้วไห้ได้อย่างตาที่เห็นก็ตั้งไวท์บาลานซ์เดย์ไลท์หรือไดเร็คซันไลท์แล้ว

แต่รุ่นกล้อง ภาพที่ได้ก็จะมีสีส้มแดงอย่างที่มองเห็น  หรือถ้าหากใช้ฟิล์มภาพที่ได้จะเป็นลักษณะแบบเดียวกันนี้ แต่ถ้าหากจะไห้สีตรงตามความจริง ก็ตั้งเป็นทังสเตนสีไฟก็จะออกมาเป็นสีขาวครับ  ส่วนไฟแฉกๆก็ตั้งรูรับแสงแคบๆครับ

 

Q:      Shutter B…..?   ผมเพิ่งถอย 400 D ออกมายังใช้ไม่ค่อยเป็นเลยครับ อยากรู้เรื่อง shutter B ในการถ่ายภาพพลุช่วยแนะนำด้วยครับ

A:       ชัตเตอร์ B  เป็น ชัตเตอร์ ที่สามารถเปิด ชัตเตอร์ค้างไว้ได้นานเท่าที่ต้องการ และใช้งานร่วมกับสายลั่นชัตเตอร์โดยปรับโหมดบันทึกภาพแบบ  แมนนวล  หรือ M แล้วปรับหมุนไปจนต่ำสุดก็จะเป็นชัตเตอร์ B  นอกจากนี้ยังต้องมีขาตั้งกล้องซึ่งมีขนาดที่เหมาะสมรับน้ำหนักของกล้องที่ใช้ได้เป็นอย่างดี  เปิดรูรับแสงประมาณ  f/11-f/16  ซึ่งขึ้นอยู่กับความสว่างของพลุด้วย ความสวยงามจะขึ้นอยู่กับเวลาที่ใช้ หากใช้เวลาสั้น เช่น ¼  วินาที่ก็จะได้ภาพเป็นจุด แต่ถ้าใช้เวลา 6 วินาที หรือนานกว่านั้นจะทำไห้จุดสว่างเป็นเส้นยาว  ซึ่งโดยทั่วไปนิยมบันทึกภาพตั้งแต่พลุระเบิดจนพลุจาง หายไปจนหมดซึ่งกินเวลาประมาณ 6-10 วินาที

Q:         การถ่ายภาพคร่อม ?  ผมเพิ่งฝึกเล่นกล้องได้ไม่นาน อยากจะขอ ความรู้ว่าการถ่ายภาพคร่อม กับภาพซ้อนแตกต่างกันอย่างไร  และต้องใช้ในกรณีไหนครับ

A:        การถ่ายภาพคร่อมคือการถ่ายภาพเผื่อ  โดยจะเผื่อ     โอเวอร์  อันเดอร์ครับ ในกล้องรุ่นใหม่ๆสามารถตั้งไห้ถ่ายภาพคร่อม แบบอัตโนมัติได้ถึง 5 หรือ 7 เฟรม ได้ไนการ กด ชัตเตอ ร์  ครั้งเดียวใช้ในกรณีที่เราไม่แน่ใจเรื่องการวัดแสง หรือในสภาพแสงที่แตกต่างกันมากซึ่สามารถตั้งได้ว่าจะไห้แต่ละเฟรมต่างกันมากน้อยแค่ไหน เช่น 0.3 สตอป  0.7 สตอป หรือ 1 สตอป ได้ครับ ส่วน การถ่ายภาพซ้อนก็คือการถ่ายภาพหลายๆครั้งในเฟรมเดียวครับ ใช้สำหรับสร้างสรรค์ภาพที่แปลกตาออกไปอีกครับ                                                         

Q:       ฟิลเตอร์  C- PL   สงสัยเรื่อง   C-PL  ครับ เมื่อใช้  C-PL  แล้วจะทำไห้แสงลดลงไปเยอะไหมครับ จะต้องชดเชยแสงหรือเปล่า

A:      เมื่อใช้ฟิลเตอร์โพลาไรซ์  หรือ   C-PL  เพื่อตัดแสงสะท้อนจะทำไห้สูญเสียแสงไป 2.5 สตอป ถ้าหากวัดแสงจากเครื่องวัดแสงในตัวกล้อง ก็ไม่ต้องชดเชยอะไร แต่ถ้าหากใช้เครื่องวัดแสงต่างหากต้องชดเชยครับ

 

Q:       Bulb คืออะไร ในโหมด M เมื่อหมุนปรับความเร็ว ชัตเตอร์ต่ำกว่า 30 วินาที (30”) แล้วมีตัวอักษร bulb  ขึ้นมา หมายถึงอะไรและใช้งานอย่างไรครับ   

A:       ตัวอักษร  bulb  ที่ว่านั้น  เป็นการตั้งความเร็วชัตเตอร์ B  คือเป็นการเปิดชัตเตอร์ค้างไว้เพื่อให้รับแสงไว้นานๆ สำหรับการถ่ายภาพบางกรณี  เช่น การถ่ายภาพตอนกลางคืน  ถ่ายภาพดวงดาว เป็นต้น  ซึ่งต้องเปิดนานเท่าไหร่ จะต้องคำนวณจากรูรับแสงและความไวแสงที่ใช้ด้วย  ตัวอย่างเช่น ใช้ตั้งความไวแสง ที่  iso100  ถ่ายภาพวิวกลางคืน ตั้งรูรับแสงที่กว้างสุดf/2.8 วัดแสงได้ความ เร็วชัตเตอร์  30 วินาที แต่ต้องการรูรับแสงที่ f/8 ก็นับจาก f/2.8 ไปจนถึง  f/8  ต้องปรับรูรับแสงแคบลงไปอีก 3 สตอป เช่นเดียวกัน โดยตั้งความเร็วชัตเตอร์ที่ 250 วินาที หรือ 4 นาที 10 วินาที ก็ไห้ตั้งไปที่  B  และต้องใช้ขาตั้งกล้องร่วมกับสายลั่นชัตเตอร์แล้ว ล็อคค้างไว้ เท่าจำนวนเวลาที่ต้องไว้จากนั้นปลด คลายล็อค ม่านชัตเตอร์ ก็จะปิด ถ้าหากใช้เป็นสายลั่นชัตเตอร์ที่สามารถตั้งเวลาได้ก็ตั้งเวลาที่สายลั่นชัตเตอร์ได้เลยครับ

Q:      สงสัยเกี่ยวกับ  Firmware   ครับ ว่าจริงๆแล้วเราต้องอัพเดทหรือเปล่า  เพราะเห็นบริษัทกล้อง ออก Firmware  update มาอยู่เรื่อยๆ

A:     ส่วนมากแล้ว  Firmware   ที่ออกมาใหม่ๆจะช่วยแก้ไขข้อพกพร่องต่างๆ  ของกล้องที่ออกมาก่อนหน้านั้น หรือออกมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของกล้องรุ่นนั้นๆให้ดียิ่งขึ้นรวมทั้งช่วยทำให้ทำงานสัมพันธ์กับอุปกรณ์ใหม่ๆ มีเทคโนโลยีที่สูงกว่าได้ดียิ่งขึ้นครับ

 

Q:     Basic  Zone  และ  Advance   Zone   หนูเพิ่งศึกษาเกี่ยวกับการถ่ายภาพไม่นานนักค่ะ  ยังไม่ค่อยเข้าใจเกี่ยวกับโหมดถ่ายภาพแบบต่างๆ อยากจะรบกวนให้ช่วยอธิบายการทำงานของโหมดถ่ายภาพในกลุ่ม  Advance   Zone   ว่ามีการทำงานอย่างไรและโหมด P กับ  Auto ใช้งานแตกต่าง กันอย่างไรคะ

A:     โหมดถ่ายภาพในกล้อง   DSLR   มีการทำงานแบ่งเป็นสองกลุ่มหลักๆ คือ กลุ่ม  Basic  Zone  หรือโหมดถ่ายภาพออโต้  โปรแกรมสำเร็จรูปที่แสดงเป็นสัญลักษณ์ แบบต่างๆ และ  Scene  Mode  ที่มีรูปแบบของการถ่ายภาพให้เลือกใช้งานได้ตามความต้องการ ซึ่งโหมดถ่ายภาพในกลุ่มนี้ กล้องจะปรับตั้งค่าในการทำงานให้ทั้งหมด เช่นความเร็วชัตเตอร์  รูรับแสง  ผู้ใช้จะไม่สามารถปรับแก้ไขค่าที่กล้องตั้งให้ได้ ยกเว้นความละเอียดภาพ และความไวแสง แต่ในกลุ่ม Advance   Zone   ผู้ใช้สามารถปรับตั้งค่าการทำงานของกล้องได้ทั้งหมด   เช่นความไวแสง

รูปแบบภาพ หรือ พิกเจอร์ สไตล์  หรือ พิกเจอร์  คอนโทรล แล้วแต่ยี่ห้อกล้อง  และปรับชดเชยแสงได้ ซึ่งเป็นข้อแตกต่างของโหมดโปรแกรม กับโหมดออโต้ปกติ  อีกทั้งโหมดโปรแกรมของกล้องบางรุ่นยังสามารถปรับชิฟท์ ความเร็วชัตเตอร์กับรูรับแสงได้ด้วย ปัจจุบันกล้องรุ่นใหม่ๆ อย่างเช่น  Canon 5 D MK  II   หรือ canon  EOS  500 D  พัฒนาโหมดถ่ายภาพแบบออโต้ไห้สามารถปรับเพิ่มความสว่าง  ปรับควบคุมความชัดของภาพได้  ปรับรูปแบบภาพหรือพิกเจอร์สไตล์  ปรับขนาดและคุณภาพของภาพและปรับรูปแบบการถ่ายภาพได้  โดยแคนนอนเรียกดหมดนี้ว่า Creative Auto หรือ CA ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ถ่ายภาพได้ง่ายๆด้วยโหมดออโต้ แต่สามารถคุมกล้องได้ตามความต้องการของตัวเองได้ด้วยครับ

แหล่งที่มา: camera-station.com

Bookmark and Share
หมวดหมู่สินค้ายอดนิยม

ฝ่ายขายโฆษณา

0 2689 2090-2 ต่อ 203

ฝ่ายเทคนิค และบริการลูกค้า

0 2689 2090-2 ต่อ 210, 213