
เบนซ์เสริมทัพในตระกูล C-Class ส่ง รุ่นใหม่ออกสู่ตลาดรถหรูพร้อมกันถึง 2 รุ่น คือ C 200 CGI และ C 250 CDI ชูเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม BlueEFFICIENCE
ศาสตราจารย์ ดร.อเล็กซานเดอร์ เพาฟเลอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เมอร์เซเดส-เบนซ์ C-Class รุ่นใหม่นี้มาพร้อมกับเครื่องยนต์ใหม่ล่าสุด ทั้งรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์เทคโนโลยี CGI (Charged Gasoline Injection) ใช้น้ำมันเบนซิน และรุ่นที่ใช้เทคโนโลยีแบบ CDI (Common-rail Direct Injection) ใช้น้ำมันดีเซล โดยเครื่องยนต์ใหม่ทั้งสองรุ่นนี้ผลิตภายใต้แนว คิด BlueEFFICIENCY ทำให้ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงและช่วยลดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม และด้วยประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ใหม่ ให้ขุมพลังของเครื่องยนต์ที่มากขึ้น จึงเพิ่มอารมณ์ความสนุกและปราดเปรียวในทุกการขับขี่อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของยนตรกรรม C-Class นอกจากนี้เครื่องยนต์ทั้ง 2 รุ่นยังผลิตมาเพื่อให้เหมาะกับการใช้งานในประเทศไทย รวมถึงชนิดของน้ำมันด้วย ลูกค้าของเมอร์เซเดส-เบนซ์จึงมั่นใจได้ว่าจะไม่เกิดปัญหาต่อเครื่องยนต์ในอนาคต
ในรุ่น C 200 CGI BlueEFFICIENCY มีสไตล์การตกแต่งให้เลือกถึง 3 แบบคือ C 200 CGI BlueEFFICIENCY, C 200 CGI BlueEFFICIENCY ELEGANCE และ C 200 CGI BlueEFFICIENCY AVANTGARDE โดยทั้ง 3 แบบมาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซินใหม่ที่ให้พละกำลังและความเร้าใจในการขับขี่ ด้วยเครื่องยนต์ CGI แถวเรียง 4 สูบ ขนาดความจุ 1,796 ซีซี ให้พละกำลังเครื่องยนต์ 135 กิโลวัตต์ 184 แรงม้าที่ 5,250 รอบต่อนาที แรงบิด 270 นิวตันเมตร ที่ความเร็ว 1,800-4,600 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร ภายในเวลา 8.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 232 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยเครื่องยนต์ CGI นี้จะประหยัดน้ำมัน เชื้อเพลิง 10 เปอร์เซ็นต์ มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันโดยเฉลี่ยเพียง 13 กิโลเมตรต่อลิตร ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด จากท่อไอเสียที่ 168-184 กรัม/กิโลเมตร และยังสามารถใช้ได้ทั้งน้ำมันเบนซิน E10 และ E20
C 250 CDI BlueEFFICIENCY AVANTGARDE มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซลรุ่นใหม่ซึ่งเป็นคอมมอนเรลเจเนอเรชั่นที่ 4 ควบคุมการจ่ายเชื้อเพลิงแรงดันสูงได้อย่างแม่นยำด้วยหัวฉีด piezo injector พร้อมแรงดันในรางน้ำมันที่สูงถึง 2,000 บาร์ และแรงอัดอากาศจากเทอร์โบ 2 ชุด ที่ให้ประสิทธิภาพทั้งแรงม้าแรงบิดแรงขึ้นกว่าเดิม เครื่องยนต์ใหม่รุ่นนี้จะทำงานราบเรียบ นุ่มนวล และเงียบมากขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้ถึง 12 เปอร์เซ็นต์
C 250 CDI BlueEFFICIENCY มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซลแถวเรียง 4 สูบ เทอร์โบชาร์จ ความจุ 2,143 ซีซี ให้พละกำลังเครื่องยนต์ 150 กิโลวัตต์ ที่ 204 แรงม้า ที่ 4,200 รอบต่อนาที แรงบิด 500 นิวตันเมตร ที่ความเร็ว 1,600-1,800 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร ภายในเวลา 7 วินาที ความเร็วสูงสุด 240 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ด้วยอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันโดยเฉลี่ยเพียง 17 กิโลเมตรต่อลิตร ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากท่อไอเสียที่ 153-167 กรัม/กิโลเมตร
"C-Class เป็นรถยนต์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดรุ่นหนึ่งของเมอร์เซเดส-เบนซ์ และ ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี ทั้งยังมีอัตราการเติบโตที่ต่อเนื่อง ดังนั้นบริษัทจึงได้นำเสนอรุ่นใหม่ ๆ ในตระกูล C-Class ให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้า และยังเป็นการขยายฐานลูกค้าของเราให้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย"
"เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้พัฒนายนตรกรรม ในรุ่น C-Class มาโดยตลอด เพื่อตอบรับนโยบายของบริษัทในการขับเคลื่อน
นวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ด้วยการพัฒนาเครื่องยนต์ที่ประหยัดพลังงาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มสมรรถนะการขับขี่ให้สูงยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยี BlueEFFICIENCY ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้บรรจุไว้ทั้งในแบบเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล" ดร.เพาฟเลอร์กล่าว
C-Class มีทั้งหมด 5 รุ่นด้วยกัน คือระดับราคาตั้งแต่ 2,499,000 บาท ไปจนถึง 3,349,000 บาท
ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ